ข่าว

NETBAY เผยกำไร Q3/62 โต 26.45% - ตั้งบ.ร่วมทุนลุย Blockchain

ย้อนกลับ08 พฤศจิกายน 2562

NETBAY เผย Q3/62 ทำกำไร 47.31 ล้านบาท โต 26.45% ส่งผลให้กำไรสุทธิ 9 เดือน อยู่ที่ 135.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และบอร์ดมีมติให้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน บริษัท ฟินเน็ต เวนเจอร์ส จำกัด

นายพิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) หรือ (NETBAY : Innovative Technology Company) เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจให้บริการทำธุรกรรมทางออนไลน์ผ่านระบบ ‘ดิจิทัล แพลตฟอร์ม’ สามารถตอบสนองลูกค้าได้อย่างดี ทำให้ลูกค้ามีทางออกในการแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ 4 จุดได้แก่ เอกสารกระดาษ ภาระต้นทุน การเสียเวลาและความซับซ้อน การเชื่อมโยงในแต่ละจุดต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมาก

บริษัทฯ ยังได้เปิดกว้างโดยร่วมมือกับทีม Startup ที่มีดีกรีจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกที่มีชื่อเสียงทางด้าน นวัตกรรมเทคโนโลยีและมีประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศกับบริษัทข้ามชาติชั้นนำ (Global Company) หลายปี พร้อมทั้งมีผลงานในการพัฒนาโปรดักต์ที่เกี่ยวข้องกับ บลอคเชน และอื่นๆอีกด้วย

การร่วมมือในครั้งนี้เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนโดยใช้ชื่อว่า บริษัท ฟินเน็ต เวนเจอร์ส จำกัด เพื่อมุ่งมั่น คิดค้น สร้างสรรค์ พัฒนา นวัตกรรม เทคโนโลยี ‘บลอคเชน’ สำหรับการค้าระหว่างประเทศ (Blockchain Facilitating Global Trade Value Chain) โดยมีทุนจดทะเบียนและหุ้น 15,000,000 บาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญ 1,500,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ชำระค่าหุ้นแล้วจำนวน 15,000,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด โดยมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นคือ บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด(มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 60 และบริษัท ฟินโนเวท จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 40

การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนของสองฝ่ายนั้น จะช่วยให้เกิดประโยชน์อย่างลงตัว และเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าทุกภาคส่วนที่อยู่ในระบบ ecosystem ของ Global Trade Value Chain การค้าขายระหว่างประเทศจะได้รับความสะดวก รวดเร็ว ลดต้นทุน คล่องตัวและปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยี “บลอคเชน” ที่นับวันบลอคเชนจะมีบทบาทสำคัญ และได้รับการยอมรับในเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นในเวทีการค้าระหว่างประเทศ

ลักษณะธุรกิจของ NETBAY
บริษัทประกอบธุรกิจหลักเป็นผู้คิดค้น สร้างสรรค์ และพัฒนา Digital Business Technology Platform ในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Business Services) และนำเสนอผลิตภัณฑ์นั้นแก่ผู้ใช้ในรูปแบบการให้บริการ (SaaS: Software as a Service) อย่างครบวงจรระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐ (B2G) ระหว่างภาคธุรกิจและภาคธุรกิจ (B2B) และระหว่างภาคเอกชนและประชาชนหรือผู้บริโภค (B2C)

ที่มา: efinancethai, twitter:eFinanceThai,